แกะจดหมายลับสุดยอด!!ที่ปรึกษากสทช.เศรษฐพงศ์ฯ ทำหนังสือเตือน กทค. ไม่รับรองผลการประมูล 3จี เหตุ เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา

ที่ปรึกษาประจำรองประธาน กสทช. เศรษฐพงศ์ฯ ทำหนังสือเตือน กทค. ไม่รับรองผลการประมูล 3จี เหตุ เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา

http://www.isranews.org/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/57-2012-08-12-13-59-01/17137-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%84-%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5-3G.html

อ่าน!!ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์การประเมินมูลค่าคลื่น3จี ก่อนฉบับจริง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

อ่าน!!ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์การประเมินมูลค่าคลื่น3จี ก่อนฉบับจริง  คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กรกฎาคม 2012

ฉบับร่างฯบอก…มูลค่าต่อใบอนุญาตคลื่นความถี่ประมาณ 6,676 ล้านบาท-โปรดดู หน้า 100

 

เปิด!!รายงานฉบับสมบูรณ์ราคาประเมินคลื่นความถี่ 3จี!! ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา

การพิจารณาของคณะเศรษฐศาสตร จุฬาฯ ต่อมูลค่าต่อใบอนุญาตคลื่นความถี่ประมาณ 6,440 ล้านบาท – โปรดดู หน้า 94

ดาวน์โหลดรายงาน3G_Final

อ่าน!รายงานประเมินผลกระทบการกำกับดูแลร่างประกาศ กสทช.”หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz” และร่างประกาศอื่นที่เกี่ยวข้อง

รายงานประเมินผลกระทบจากการกำกับดูแลต่อร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่นที่สากล (International Mobile Telecommunications – IMT) ย่าน 2.1 GHz พ.ศ. 2555 และร่างประกาศ กสทช. เรื่องแผนความถี่วิทยุกิจการโทรคมนาคมเคลื่นที่สากล International Mobile Telecommunications – IMT) ย่านความถี่วิทยุ 1920-1980/2110-2170 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) และย่านความถี่วิทยุ 2010-2025 เมกะเฮิรตซ์ (MHz)

รายงานประเมินผลกระทบ(RIA) ของ ประกาศ หลักเกณฑ์ฯ 2.1GHz

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ : ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการกำกับดูแลบริการ 3G ของ กสทช.

23 ตุลาคม 2555

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ท่ามกลางกระแสสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์ กสทช. อย่างรุนแรง จากการจัดประมูลล้มเหลว เนื่องจากออกแบบการประมูลให้ไม่มีการแข่งขันกันจริง จนสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนผู้เสียภาษีกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับราคาประเมินของคลื่นความถี่ กสทช. ได้พยายามกู้ศรัทธาองค์กร โดยประกาศเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2555 ว่า จะกำกับดูแลผู้ประกอบการและคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้มงวดขึ้น  ทั้งที่การดำเนินการดังกล่าวเป็นหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งต้องทำเป็นปรกติอยู่แล้ว

โดยรูปธรรม  กสทช. ได้ประกาศที่จะกำกับอัตราค่าบริการ 3G ทั้งบริการเสียงและข้อมูลที่จัดเก็บจากผู้บริโภคให้ลดลงไม่น้อยกว่า 20% จากอัตราในปัจจุบันที่อยู่ในระดับเฉลี่ย 899 บาทต่อเดือน โดยจะกำหนดให้อัตราค่าบริการในปีแรกลดลง 10% ปีที่ 2 ลดลง 15% และปีที่ 3 ลดลง 20%   นอกจากนี้ กสทช. ยังประกาศที่จะกำกับดูแลคุณภาพบริการ  และให้ผู้รับใบอนุญาตจัดทำแผน CSR และแผนคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนประกาศว่าจะปรับปรุงกระบวนการของตนในการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค

บทความนี้จะนำเสนอข้อคิดเห็นต่อท่าทีดังกล่าวของ กสทช. และจะเสนอแนะว่า หาก กสทช. มีความจริงใจที่จะกำกับดูแลบริการ 3G ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริงแล้ว ควรดำเนินการอย่างไร

การกำกับอัตราค่าบริการ

อันที่จริงแม้ กสทช. ไม่ต้องดำเนินการใดๆ  ค่าบริการ 3G ก็ควรต้องลดลงอยู่แล้ว เพราะต้นทุนของผู้ประกอบการจะลดลงทันทีจากการไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐประมาณ 21-23% ของรายได้ โดยเปลี่ยนมาจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมอื่น รวมประมาณ 5.5% แทน การเข้าสู่ระบบใบอนุญาตดังกล่าว โดยลำพังจึงทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการลดลงเกินกว่า 15% อยู่แล้ว   ขอเพียงตลาดมีการแข่งขันอย่างเพียงพอ ต้นทุนที่ลดลงของผู้ประกอบการก็จะถูกโอนถ่ายมาเป็นค่าบริการที่ลดลงของผู้บริโภคโดย กสทช. ไม่ต้องประกาศอะไรทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคต่อการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ในปัจจุบัน และบริการ 3G ที่จะเกิดขึ้นก็ยังมีอยู่มากมาย ที่สำคัญคือ ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ซึ่งเปรียบเสมือนราคาขายส่งระหว่างผู้ประกอบการ ยังถูกกำหนดอยู่ที่ 0.99 บาทต่อนาที ซึ่งสูงกว่าต้นทุนจริงที่ผู้เขียนเคยคำนวณไว้ที่ 0.27 บาทต่อนาที  ที่ผ่านมา กสทช. ปล่อยให้เอกชนรวมหัวกันกำหนดค่า IC สูงกว่าต้นทุนจริงมาเป็นเวลานาน ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่แพงกว่าที่ควรจะเป็น จนน่าจะเสียประโยชน์ไปแล้วเป็นหมื่นล้านบาท

หากไม่แก้ไขปัญหาพื้นฐานนี้เพื่อให้กลไกตลาดทำงาน กสทช. ก็จะไม่สามารถกำกับดูแลให้ค่าบริการ 3G ลดลงได้อย่างยั่งยืน เพราะผู้ประกอบการอาจออกโปรโมชั่นใหม่ๆ ซึ่งตัดบางบริการออกไปเพื่อให้ดูราคาถูกลง หรือยัดเยียดขายพ่วงบริการอื่นที่ไม่จำเป็นเข้ามา ตลอดจนไปถึงการปฏิเสธไม่ลดราคาลงตามที่กำหนด โดยอ้างปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น ค่าแรงงานและภาวะเงินเฟ้อที่ขึ้นสูง เป็นต้น

นอกจากนี้ แม้กสทช. จะสามารถลดค่าบริการ 3G ลงได้จริง  20% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ราคาค่าบริการของไทยตอนนั้น ก็ใช่ว่าจะถูกกว่าราคาของต่างประเทศ ในปัจจุบัน บริษัท StarHub ในสิงคโปร์ คิดค่าบริการบรอดแบนด์เคลื่อนที่ซึ่งไม่จำกัดปริมาณข้อมูล (unlimited) เพียงเดือนละ 670 บาท  และแม้ในอินเดีย บริษัท Air Tel ก็คิดค่าบริการโทรศัพท์ 3G ซึ่งจำกัดปริมาณข้อมูลที่ 3.1 GB ในราคาเพียง 340 บาทต่อเดือน ซึ่งถูกเป็นครึ่งหนึ่งของบริการที่คล้ายกันในประเทศไทย ในอนาคต ราคาค่าบริการในต่างประเทศก็มีแนวโน้มที่จะลดลงต่ำลงไปอีก เนื่องจากตลาดโทรคมนาคมของประเทศเหล่านั้นมีการแข่งขันมากกว่าประเทศไทย  การลดราคาบริการ 3G ของไทยลงเพียง 20% จึงยังไม่เพียงพอ

เมื่อครั้ง กสทช. ยกร่างแผนแม่บทประกอบกิจการโทรคมนาคม  ผู้เขียนเคยเสนอให้ กสทช. กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ให้อัตราค่าบริการโทรคมนาคมที่สำคัญ (เช่น บริการ 3G และบรอดแบนด์) ของไทย ต้องมีราคาถูกอย่างน้อยเป็นที่สองในอาเซียน เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับการขานรับจากกลุ่มผู้บริโภค  กสทช. ก็ไม่ได้ให้ความสนใจและไม่ได้กำหนดเป้าหมายในเรื่องอัตราค่าบริการในรูปอื่นแทนเลย โดยเพียงชี้แจงแบบขอไปทีว่า ตัวชี้วัดต่างๆ ที่มีอยู่มีความเหมาะสมแล้ว  กว่า กสทช. จะคิดออกว่าผู้บริโภคควรได้ราคาที่เหมาะสม องค์กรก็เกิดวิกฤติศรัทธาแล้ว

การคุ้มครองผู้บริโภค

การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่ กสทช. ล้มเหลวอย่างมาก  ผู้อ่านทุกคนคงเคยมีประสบการณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่สายหลุดบ่อย และบริการบรอดแบนด์มีความเร็วช้ากว่าที่ผู้ประกอบการโฆษณาไว้มาก โดย กสทช. ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขให้เห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมใดๆ เลย

นอกจากนี้ เมื่อดูสถิติเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค เราจะพบว่า ในช่วงเดือน พ.ย. 2554-พ.ค. 2555  มีเรื่องร้องเรียนที่ค้างพิจารณา ไม่เสร็จในเวลา 30 วันตามที่กฎหมายกำหนดถึง 85% ในส่วนของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ 78% ในส่วนของบริการอินเทอร์เน็ต โดยสาเหตุสำคัญของความล่าช้าดังกล่าวก็คือ กสทช. ปล่อยให้สำนักงาน กสทช. เข้าเกียร์ว่าง ไม่ดำเนินการใดๆ นอกจากรอให้ผู้ประกอบการชี้แจงและแก้ไขปัญหาให้ผู้บริโภคเอง เสมือนหนึ่งการแก้ไขปัญหาของผู้บริโภค เป็นภารกิจโดยสมัครใจของผู้ประกอบการเช่นเดียวกับกิจกรรม CSR

ความไม่ใส่ใจในการคุ้มครองผู้บริโภคของ กสทช. ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประกาศเจตนารมย์ของ กสทช. ที่ออกมาดูว่างเปล่า ไร้มีน้ำหนัก  จนหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแต่เพียงการแก้เกี้ยวเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น   อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเองยังหวังว่า กสทช. จะพยายามพลิกวิกฤติขององค์กรในครั้งนี้ให้เป็นโอกาสของผู้บริโภคอย่างแท้ จริง

ข้อเสนอแนะ

หาก กสทช. จริงใจในการแก้ไขปัญหาผู้บริโภค  ผู้เขียนขอเสนอแนะให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

1.  ตั้งเป้าให้อัตราค่าบริการโทรคมนาคมที่สำคัญของไทยมีราคาถูก อย่างน้อยเป็นอันดับที่สองในอาเซียน

2.  ปรับลดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ลงไม่ให้เกิน 25 สตางค์ต่อนาที และปรับลดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในการสื่อสารข้อมูลให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง

3.  เร่งรัดพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค โดยสั่งการให้สำนักงาน กสทช. สนับสนุนการทำหน้าที่ของ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมอย่างเต็มที่ และไม่บั่นทอนการทำงานของคณะอนุกรรมการดังกล่าว โดยใช้กลไกอื่น

4.  ลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยยกเลิกประกาศห้ามการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ซึ่งมีผลกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดทั้งในการประมูล 3G ที่ผ่านมา จนมีผู้เข้าประมูลเหลือเพียง 3 ราย และการประมูลใบอนุญาตอื่นๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต

ที่มา http://tdri.or.th/tdri-reports/3g-pricing-comments

‘สมเกียรติ’ ชี้ร่างต่างด้าวชนวน 3จี ล่ม

ทีดีอาร์ไอ “สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ.ครอบงำิกิจการโดยคนต่างด้าวอาจเป็นอุปสรรคต่อการประมูล3จีที่จะมีขึ้นเดือน ต.ค.นี้

“มีหลายเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อการประมูล 3 จี ครั้งนี้ แต่ที่ผมคิดว่า เป็นประเด็นสำคัญ คือ เรื่อง ร่าง พ.ร.บ.ครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ที่จะส่งผลกระทบเยอะมาก มากกว่าเรื่องราคา หรือหลักเกณฑ์ประมูล ซึ่งที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า กสทช. มีจุดยืนเรื่องนี้กำหนดไว้ล่วงหน้าชัดเจน แต่ กสทช.ยืนยันได้หรือไม่ว่า ร่างนี้จะไม่ขัดกับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก หรือดับเบิลยูทีโอ เรื่องนี้มีนักกฎหมาย นักวิชาการ แสดงความเป็นห่วงมาก เพราะถ้าขัดกับกฎเกณฑ์ที่เราไปทำข้อตกลงกับเขาไว้ ประเทศเหล่านั้น เช่น ประเทศในอียู เขามีสิทธิไปฟ้องดับเบิลยูทีโอได้ กสทช.พร้อมที่จะรับผิดชอบตรงนั้นหรือไม่ และรับไหวหรือเปล่า และผมเชื่อว่าถ้าไทยถูกฟ้อง ไทยจะแพ้ด้วย กสทช. จะรับผิดชอบได้ขนาดไหน”

“นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” รองประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุ พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่าร่าง พ.ร.บ.ครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ที่กำลังเป็นประเด็นข้อถกเถียงขณะนี้ว่า จะกลายเป็น “สายล่อฟ้า” ทำให้การประมูล 3 จี ครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น

เขากล่าวว่า การที่ กสทช.กำหนดร่างนี้ขึ้นมานั้นจะมีผลผูกพันต่อรัฐบาล โดยตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา กรมสนธิสัญญาต่างประเทศ ของกระทรวงการต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้ดูแลนโยบายไอซีที ได้รับทราบถึงรายละเอียดของร่างนี้หรือไม่ กสทช. ปรึกษาหน่วยงานเหล่านี้อย่างไร

“ผมเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ต่างด้าวฯ ฉบับนี้ ควรต้องปรับแก้ หรือไม่ก็ยกเลิกไปเลย ไม่เห็นความจำเป็นว่าเหตุใดจึงต้องคงไว้ แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง แต่เมื่อตัดเรื่องนี้ออกไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปบังคับใช้ตรงไหนได้อีก นอกเหนือจากว่า จะไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนไทยบางกลุ่มหรือไม่ จึงยังคงร่างนี้เอาไว้ โดยถ้าประกาศร่างฉบับนี้ออกมา อาจเป็นเหตุผลให้บางบริษัทไปกล่าวหาอีกบริษัทเป็นต่างด้าว และถูกกีดกันจากการประมูล หรืออาจมีคนไปฟ้องร้องศาลปกครอง ซึ่งก็เป็นไปได้หลายแบบ”

วิพากษ์รัฐขายคลื่นให้เอกชนถูกไป

ขณะที่ประเด็นสูตรการประมูล  3 จี ที่ กสทช.ได้อนุมัติหลักการแล้ว และจะมีประชาพิจารณ์ช่วงเดือน ก.ค.นี้ นายสมเกียรติ กล่าวว่า สูตรประมูลที่ออกมาโดยภาพรวมมีทั้งข้อดี ข้อเสีย การประมูลโดยแบ่งเป็นสล็อต แต่ละรายประมูลได้ไม่เกิน 20 เมกะเฮิรตซ์ ถือเป็นสูตรที่ทำให้เกิดการแข่งขัน แต่ก็เป็นสูตรที่นำไปสู่การ “ฮั้ว” ได้เช่นกัน เพราะโอเปอเรเตอร์อาจตกลงกันว่าประมูลคนละ 15 เมกะเฮิรตซ์ก็น่าจะพอ เกิดการฮั้วประมูล สุดท้ายก็จบลงด้วยราคาประมูลที่ไม่สูงมาก

ทั้งนี้ เขากล่าวว่า หัวใจการประมูลใดๆ รวมทั้งประมูลคลื่นความถี่ คือ การแข่งขันในการประมูล หากไม่มีการแข่งขันเพราะผู้ประกอบการสามารถสมคบหรือฮั้วกันได้ การประมูลก็จะหมดความหมาย ผลก็คือ รัฐเอาทรัพยากรสาธารณะมูลค่ามหาศาลไปขายถูกๆ ให้เอกชนทำกำไร จึงเห็นว่าการออกแบบการประมูลใดๆ ต้องเน้นให้เกิดการแข่งขันในการประมูลมากที่สุด ราคากำหนดเท่าไรไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่วิธีกำหนดราคา

“ถ้าเกิดการฮั้วกันแล้ว แต่ละรายตกลงกันที่ 15 เมก  การประมูลก็จบลงที่ราคาตั้งต้นไม่มากเลย ถูกแสนถูก กลายเป็นว่า รัฐเอาคลื่นความถี่ไปขายให้เอกชนในราคาที่ต่ำกว่าค่าเสียโอกาสของสังคมที่จะได้รับ”

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ราคาตั้งต้นประมูล 3 จี ครั้งนี้ เป็นราคาที่ “ต่ำกว่า” ที่ควรจะเป็น ซึ่งการได้ราคาดังกล่าวมานั้น กทค.ระบุว่า ได้ว่าจ้างให้คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่ปรึกษา จุฬาฯ ได้ใช้ข้อมูลจากการศึกษารูปแบบในประเทศต่างๆ ได้ข้อสรุปราคาที่ 6,440 ล้านบาท ซึ่งหากเป็นราคานี้ก็ไม่เป็นปัญหา แต่หลังจากนั้น กทค.มากำหนดราคาให้ต่ำลงอีกเหลือ 4,500 ล้านบาท หายไปเกือบ 2,000 ล้านบาท และไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนถึงวิธีการคิดคำนวณว่า เหตุใดถึงกดราคาให้ต่ำลงมาอีก

ราคาประมูลต้องสมน้ำสมเนื้อ

“ราคา 6,440 ล้านบาท ที่ทางจุฬาฯ ทำ ถือเป็นราคากลาง เป็นค่าเฉลี่ยของคลื่นความถี่ ซึ่งของจริงอาจจะต่ำกว่าหรือถูกกว่านี้ แต่มีราคาที่จะทำให้เกิดความมั่นใจได้มาก คือ ราคาในครั้งที่มีการนำเสนอในคณะอนุกรรมการ ของ กทค.ที่ 5,100 ล้านบาท เป็นราคาที่มั่นใจว่าจะใช้ราคานี้เป็นราคาตั้งต้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลยทันทีที่ กทค.ประกาศราคา 4,500 ล้านบาทออกมา โอเปอเรเตอร์จะออกมาขานรับทันที เพราะได้ราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาก”

เขากล่าวว่า ค่าสัมปทานที่โอเปอเรเตอร์ 3 รายจ่ายให้รัฐดูตัวเลขเมื่อปี 2554 เอกชนจ่ายให้รัฐราว 48,000 ล้านบาท แต่ถ้านำมาเปรียบเทียบคำนวณราคาตั้งต้นประมูล 3 จี ที่ กทค.เสนอมา จะเห็นว่าในมุมของโอเปอเรเตอร์นั้น ได้ราคาใบอนุญาตมาแค่ 4,500 ล้านบาท ถูกแสนถูก ขณะที่ค่าสัมปทานก็ลดลง เขามองว่า เอกชนจะได้ประโยชน์อย่างชัดเจน ขณะที่รัฐก็เสียประโยชน์

โดยหากประมูลครั้งนี้ แข่งขันกันจริง ราคาเริ่มต้นที่ 4,500 ล้านบาท อาจจะไต่ขึ้นมาได้ 5-6 พันล้านบาท แต่หากประมูลครั้งนี้เอกชนไปฮั้วกัน ราคา 4,500 ล้านบาทจะเพิ่มขึ้นมาไม่มาก ซึ่งเขาไม่ทราบว่า กทค.มีตรรกะคิดคำนวณอย่างไร ซึ่งทางจุฬาฯ ก็ไม่ได้เป็นคนคิดให้ใช้ราคาที่ 4,500 ล้านบาท แต่ กทค.ไปใช้สูตรโดยดูจากต่างประเทศว่าประเทศต่างๆ ใช้ราคาเฉลี่ยและตั้งต้นเท่าไร แล้วก็เอาราคาที่หามาได้ยำรวมกัน

“ผมไม่ได้บอกว่า การประมูลครั้งนี้จะฮั้วกัน 100% แต่มันก็เป็นไปได้ที่จะฮั้วกัน เพราะแม้แต่ กทค.ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีฮั้วกัน วิธีที่จะป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวนี้ คือ กำหนดราคาตั้งต้นให้สมน้ำสมเนื้อ”

ชี้ประชาพิจารณ์แค่ “พิธีการ”

ส่วนการทำประชาพิจารณ์หลักเกณฑ์ประมูล 3 จี  ที่จะมีขึ้นเดือน ก.ค.นี้อาจเป็นจังหวะที่ได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ประมูลให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้น เขากล่าวว่า ความศรัทธาต่อการรับฟังความเห็นของ กสทช.นั้น “มีน้อยมาก” เพราะมีประสบการณ์ช่วงทำแผนแม่บทคลื่นความถี่ ระยะเวลาคืนคลื่นความถี่ ซึ่งแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง แต่สุดท้าย กสทช.ก็ไม่นำความเห็นเหล่านั้นไปพิจารณา โดยระบุเพียงว่า “ของเดิมดีอยู่แล้ว” และก็ไม่ได้อธิบายใดๆ

“ผมจึงไม่เชื่อมั่นการทำประชาพิจารณ์ของ กสทช. เพราะเขาทำเป็นเพียงพิธีการเท่านั้น” นายสมเกียรติกล่าว

วันที่ 2 กรกฎาคม 2555

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20120702/459484/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99-3%E0%B8%88%E0%B8%B5-%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1.html

ทีดีอาร์ไอเตือน กสทช.เป็น’ผู้จัดฮั้ว’ประมูลคลื่น 3จี

ดร.สมเกียรติ”เตือนกสทช.เลิกแนวคิดที่จะดำเนินการ เพราะจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อประชาชนทั้งในฐานะผู้บริโภค และผู้เสียภาษี

กสทช. ได้เตรียมการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์ 3G โดยแบ่งคลื่นความถี่ที่มีอยู่ 45 MHz ออกเป็น 9 ชิ้น (หรือ 9 สล็อต)   ชิ้นละ 5 MHz โดยกำหนดราคาประมูลตั้งต้นไว้ที่ชิ้นละ 4,500 ล้านบาท  ทั้งนี้ จะมีการกำหนดปริมาณคลื่นความถี่ที่โอเปอเรเตอร์แต่ละรายจะสามารถประมูลได้ ไม่ให้เกิน 4 ชิ้นหรือ 20 MHz  ซึ่งหมายความว่า โอเปอเรเตอร์ที่เข้าประมูลอาจได้คลื่น 20, 15, 10 หรือ 5 MHz แล้วแต่ผลการประมูล     ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้นัก เพราะไม่แน่ใจว่า ลำพังความแตกต่างของปริมาณคลื่นที่ได้จะสามารถป้องกันการ “ฮั้ว” ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยและสำคัญที่สุดในการประมูล แต่ก็พอยอมรับได้ หากมีการกำหนดราคาประมูลตั้งต้นที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายในกรณีที่มีการฮั้วกันเกิดขึ้น

นอกจากจะไม่ปรับราคาประมูลตั้งต้นให้สูงขึ้นแล้ว ในช่วงหลัง ท่าทีของ กสทช. โดยเฉพาะ ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค. ก็กลับเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม โดยมีแนวโน้มว่าจะลดปริมาณคลื่นสูงสุดที่โอเปอเรเตอร์แต่ละรายจะสามารถประมูลได้ให้เหลือไม่เกิน 15 MHz    ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มโอเปอเรเตอร์ที่จะเข้าประมูล  ซึ่งอ้างว่า ควรลดปริมาณคลื่นสูงสุดของแต่ละรายลงเหลือ 15 MHz เพื่อให้ทุกรายได้คลื่นเท่ากันคือ 15 MHz จะได้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียม และเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาประมูลสูงเกินไปจนเป็นภาระแก่ผู้บริโภค

ผู้เขียนเห็นว่า หาก กสทช. ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว การประมูลที่จะมีขึ้นก็จะกลายเป็นเรื่องตลกระดับชาติทันที เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะแบ่งคลื่นออกเป็นชิ้น ชิ้นละ 5 MHz  เนื่องจากไม่ว่าจะแบ่งหรือไม่แบ่งอย่างไร ก็จะทำให้โอเปอเรเตอร์แต่ละรายได้คลื่นเท่ากันคือ รายละ 15 MHz  อยู่ดี    ที่สำคัญ จะเกิดการฮั้วกันในการประมูลค่อนข้างแน่นอน  ซึ่งจะสร้างความเสียหายแก่ประชาชนทุกคนในฐานะผู้เสียภาษี  เพราะราคาประมูลจะใกล้เคียงกับราคาตั้งต้น ทำให้รัฐมีรายได้จากการประมูลน้อยลงเมื่อเทียบกับการประมูลที่มีการแข่งขันอย่างแท้จริง

ความพยายามในการดำเนินการดังกล่าวของ กสทช. จะไม่ประสบความสำเร็จ หากประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อข้อเท็จจริงที่สำคัญ 2 ประการ คือ การประมูลไม่สร้างภาระแก่ผู้บริโภค และราคาประมูลตั้งต้นที่ กสทช. กำหนดไว้ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นมาก

การประมูลไม่สร้างภาระแก่ผู้บริโภค

ในทางเศรษฐศาสตร์ เป็นที่ทราบกันดีว่า การประมูลคลื่นความถี่เพื่อมาใช้ให้บริการโทรคมนาคมจะไม่สร้างภาระแก่ผู้บริโภค เพราะราคาประมูลไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ ก็จะไม่กระทบต่ออัตราค่าบริการของผู้บริโภค  เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายในการประมูลคลื่นความถี่เป็นส่วนที่หักจากกำไรส่วนเกิน (economic rent) ของผู้ประกอบการที่จะได้รับจากการใช้คลื่นความถี่ในการทำธุรกิจ   ไม่ใช่เป็นต้นทุนที่จะสามารถผลักไปยังผู้บริโภคได้    ดังที่ผู้เขียนเคยอธิบายในบทความเรื่อง “จริงหรือ ถ้าค่าประมูลคลื่น 3G แพงแล้ว ผู้บริโภคจะเดือดร้อน?” (ผู้สนใจสามารถสืบค้นหาได้ในอินเทอร์เน็ต)

มีหลักฐานทางวิชาการมากมายที่ยืนยันว่า การประมูลไม่สร้างภาระแก่ผู้บริโภค   ตัวอย่างเช่น การวิจัยของ Minsoo Park และคณะเมื่อปี 2010 ซึ่งศึกษาตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ใน 21 ประเทศ ทั้งประเทศที่ใช้การประมูลคลื่น และประเทศที่ใช้แนวทางอื่นในการจัดสรรคลื่น     การศึกษาดังกล่าวพบว่า ประเทศที่มีการประมูลคลื่นไม่ได้มีอัตราค่าบริการที่แพงกว่าประเทศที่ใช้แนวทางอื่นในการจัดสรรคลื่น    นอกจากนี้ การประมูลยังไม่มีผลทำให้ผู้ประกอบการลงทุนวางโครงข่ายช้าลง และไม่มีผลในการลดการแข่งขันในตลาดจนเกิดการกระจุกตัวแต่อย่างใด   การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาหนึ่งในหลายๆ ชิ้นที่ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า การประมูลไม่ได้สร้างภาระแก่ผู้บริโภค ดังที่โอเปอเรเตอร์ในประเทศไทยพยายามทำให้เราเข้าใจผิด

สาเหตุสำคัญที่การประมูลไม่ทำให้อัตราค่าบริการของผู้บริโภคแพงขึ้น ก็เพราะปัจจัยที่กำหนดอัตราค่าบริการก็คือ ความสามารถในการจ่ายของผู้บริโภค (อุปสงค์) และสภาพการแข่งขันในตลาด (อุปทาน) โดยหากตลาดไม่มีการแข่งขัน ในขณะที่ผู้บริโภคมีกำลังจ่ายมาก แม้โอเปอเรเตอร์จะได้คลื่นความถี่มาฟรี ก็จะไม่ทำให้ค่าบริการลดลงแต่อย่างใด เพราะโอเปอเรเตอร์ย่อมจะเก็บค่าบริการที่ทำให้ตนมีกำไรมากที่สุดอยู่นั่นเอง

อนึ่ง มีนักวิชาการไทยบางคนที่อ้างว่า มีผลการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics)  ที่ชี้ไปในทางตรงกันข้าม   โดยให้เหตุผลที่สามารถสรุปเป็นขั้นๆ ดังนี้  หนึ่ง ราคาประมูลคลื่นเหมือนกับราคาบุฟเฟต์ที่ถูกกำหนดตายตัวและไม่สามารถเอาคืนได้ ไม่ว่าเราจะรับประทานอาหารมากหรือน้อย    สอง บุฟเฟต์มักทำให้เรารับประทานอาหารมากขึ้นกว่าปรกติ   สาม การรับประทานอาหารมากขึ้นเปรียบเหมือนการเก็บค่าบริการโทรศัพท์เพิ่มขึ้น ดังนั้น ราคาประมูลคลื่นความถี่ที่สูงขึ้นก็อาจทำให้ค่าบริการเพิ่มขึ้นได้

การเปรียบเทียบดังกล่าวมีความผิดพลาดอย่างยิ่ง เพราะโอเปอเรเตอร์โทรศัพท์ 3G ต้องแข่งขันกันในตลาด จึงอยู่ภายใต้กฎอุปสงค์และอุปทานของตลาดดังกล่าวข้างต้น และไม่สามารถเก็บค่าบริการสูงสุดตามที่ต้องการได้  ในขณะที่ผู้รับประทานบุฟเฟต์ไม่ถูกควบคุมใดๆ จากอุปสงค์และอุปทานของตลาด จึงมักรับประทานมากเกินไป     ข้อโต้แย้งที่ว่า การประมูลคลื่นจะสร้างภาระแก่ผู้บริโภคนั้น จึงไม่เป็นความจริง

ราคาประมูลตั้งต้นต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาก

ราคาประมูลตั้งต้นซึ่ง กสทช. กำหนดไว้ที่ชิ้นละ 4,500 ล้านบาทนั้น ต่ำกว่ามูลค่าจริงที่มีการประมาณการไว้มาก     การศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งสำนักงาน กสทช. เป็นผู้ว่าจ้างเอง ชี้ว่า มูลค่าของคลื่นดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 6,440 ล้านบาท     ราคาประมูลตั้งต้นของ กสทช. จึงต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินไว้ถึงร้อยละ 30  และจะยิ่งต่ำกว่าความเป็นจริงมากขึ้น หากเราคิดรวมเอาประโยชน์ที่โอเปอเรเตอร์จะได้รับจากการไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐเข้าไปด้วย     ทั้งนี้ เฉพาะในปี 2011 ที่ผ่านมาปีเดียว ค่าสัมปทานดังกล่าวมีมูลค่าถึง 4.8 หมื่นล้านบาท  ซึ่งหมายความว่า ลำพังการไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทาน ก็แทบจะทำให้โอเปอเรเตอร์สามารถถอนทุนจากการประมูลคลื่นได้ภายในปีเดียว  ราคาประมูลตั้งต้นที่ กสทช. กำหนดไว้จึงต่ำแสนต่ำ

ราคาประมูลตั้งต้นที่ต่ำดังกล่าวจะไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด หากในการประมูลที่จะมีขึ้น มีการแข่งขันอย่างเต็มที่ระหว่างโอเปอเรเตอร์ เพราะราคาที่ประมูลได้จะขยับขึ้นไปเองตามการแข่งขัน    ทั้งนี้ เหตุผลที่อาจจะพอทำให้มีการแข่งขันในการประมูลในสภาพที่มีการออกใบอนุญาต 3 ใบให้แก่โอเปอเรเตอร์ 3 รายก็คือ แต่ละรายอาจได้คลื่นความถี่ไม่เท่ากันนั่นเอง

ดังนั้น หาก กสทช. ลดปริมาณคลื่นสูงสุดที่โอเปอเรเตอร์แต่ละรายจะสามารถประมูลได้ลงเหลือ 15 MHz    การประมูลที่จะเกิดขึ้น ก็แทบจะไม่มีเรื่องที่ต้องแข่งขันกันอีกเลย เพราะโอเปอเรเตอร์แต่ละรายต่างจะได้คลื่นไปเท่ากันคือ 15 MHz    เหลือเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่อาจทำให้มีการแข่งขันกันได้บ้างก็คือ  ย่านความถี่ที่โอเปอเรเตอร์แต่ละรายได้รับจะแตกต่างกัน  แต่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญน้อยกว่าปริมาณคลื่นความถี่มาก เพราะย่านความถี่ทั้งหมดล้วนอยู่ใกล้กันมาก

ลำพังต่อให้มีการออกแบบประมูลที่ดี โอเปอเรเตอร์ก็ยังพยายามจะฮั้วกันอยู่  แต่ความพยายามฮั้วกันก็มีความเสี่ยงคือ อาจจะมีบางราย “เบี้ยว” หันไปประมูลคลื่นให้ได้ปริมาณ 20 MHz เพื่อให้ตนได้เปรียบคู่แข่ง จนทำให้ ”ฮั้วแตก” ซึ่งทำให้ทุกรายต้องจ่ายค่าประมูลสูงขึ้น    ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจที่โอเปอเรเตอร์ทั้งสามรายจะพร้อมใจกันเรียกร้องให้ กสทช. ลดปริมาณคลื่นสูงสุดที่แต่ละรายจะประมูลได้ให้เหลือเพียง 15 MHz      หาก กสทช. ทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าว  กสทช. ก็จะมีบทบาทเป็นเสมือน “ผู้จัดฮั้ว” (cartel leader) ให้แก่โอเปอเรเตอร์ทั้งสาม โดยเป็นผู้รับประกันว่า จะไม่มีการ “เบี้ยว” กัน เพราะแทบจะไม่มีอะไรเหลือให้แข่งขันกันในการประมูล

ผู้เขียนจึงอยากเตือนให้ กสทช. เลิกแนวคิดที่จะดำเนินการดังกล่าวเสีย เพราะจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อประชาชนทั้งในฐานะผู้บริโภค และผู้เสียภาษีเลย   แต่จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้โอเปอเรเตอร์อย่างโจ่งแจ้ง     ที่สำคัญ กสทช. เองก็จะเข้าข่ายผิดกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ และกฎหมายอื่นๆ  ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีอาญา หรือถูกประชาชนเข้าชื่อกันเพื่อยื่นให้วุฒิสภาถอดถอนจากตำแหน่งได้

จึงขอเตือนมาด้วยความหวังดีว่า อย่าทำเช่นนั้นเลย.

วันที่ 20 สิงหาคม 2555

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20120820/466666/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%8A.%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%993%E0%B8%88%E0%B8%B5.html

ทีดีอาร์ไอชี้ ผลการประมูลล้มเหลวตามคาด ทำรัฐและประชาชนเสียหาย 1.6 หมื่นล้านบาท เรียกร้อง กสทช. แสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ผลการประมูลคลื่น 3G เป็นไปตามที่คาดหมายของผม คือ ได้ราคาเพิ่มขึ้นจากราคาตั้งต้นเพียงเล็กน้อยคือประมาณร้อยละ 2.8 เท่านั้น คือ เพิ่มจากราคาตั้งต้นโดยรวม 9 ใบ ที่ 40,500 ล้านบาท เป็นเพียง 41,650 ล้านบาทเท่านั้น โดยมีคลื่น 6 ชุดที่มีราคาประมูลเท่ากับราคาตั้งต้น

การประมูลครั้งนี้แม้จะทำให้ประชาชนมีบริการ 3G ใช้กันอย่างเต็มรูปแบบในปีหน้า แต่ก็ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและประชาชนในฐานผู้เสียภาษี เมื่อเทียบจากราคาประเมินถึง 16,335 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการทั้งสามรายได้ประโยชน์จากส่วนต่างนี้ไปเป็นเสมือน “ลาภลอย” ทั้งนี้ยังไม่รวมประโยชน์ที่ได้จากการลดค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้รัฐอีกปีละกว่า 4 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญการที่แต่ละรายได้คลื่น 3G มูลค่าถูกแสนถูกต่ำกว่าปีละ 1 พันล้านบาทต่อปี จะไม่มีผลต่ออัตราค่าบริการ 3G ที่ประชาชนต้องจ่ายแต่อย่างใด นอกจากจะเพิ่มกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้ประกอบการ ดังจะเห็นได้จากราคาหุ้นของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น
ผลการประมูลครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลที่กสทช. พยายามโฆษณาให้ประชาชนเชื่อมาโดยตลอดว่าจะมีการแข่งขันมาก เนื่องจากคลื่นความถี่แต่ละชุดมีความแตกต่างกันมาก เสมือนเป็นที่ดินทำเลดีติดทะเลกับที่ดินแออัดติดถนนใหญ่ไม่เป็นความจริง และตอกย้ำความเชื่อของสาธารณชนในวงกว้างที่ว่า การประมูลครั้งนี้มีลักษณะเอื้อต่อการสมคบกันของผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ผลการประมูลยังชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรงของการออกแบบการประมูล 2 ประการคือ หนึ่ง การจำกัดคลื่นความถี่ที่ผู้ประกอบการแต่ละรายจะสามารถถือครองได้ให้เท่ากัน ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันอย่างที่ควรจะเป็น สอง การกำหนดราคาประมูลขั้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ทำให้เกิดความเสียหายมาก เมื่อไม่มีการแข่งขันกันเท่าที่ควร ทั้งนี้ หาก กสทช. ได้รับฟังข้อทักท้วงของฝ่ายต่างๆ ก็จะไม่เกิดข้อผิดพลาดดังกล่าวขึ้น
ผมจึงขอเรียกร้องให้ กสทช. รับผิดชอบต่อความเสียหายต่อรัฐและประชาชนที่เกิดขึ้น โดยให้แถลงต่อประชาชนว่า จะมีการรับผิดชอบอย่างไร และขอเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ

นอกจากนี้ ในการประมูลคลื่นความถี่ 4G และคลื่นความถี่อื่นๆ ที่จะมีขึ้นต่อไป ก็ขอให้ระวังอย่าได้ใช้แนวทางเดียวกันมาดำเนินการ

ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555

ที่มา http://tdri.or.th/tdri-reports/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1

บทความ: สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์: เศรษฐศาสตร์ชันสูตรว่าด้วยการประมูล 3G พิสดาร

 21 ตุลาคม 2555

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ปุจฉา: การประมูล 3G ในต่างประเทศกับในประเทศไทยต่างกันอย่างไร?

วิสัชนา: ในต่างประเทศ รัฐออกแบบการประมูลให้เอกชนแข่งขันกัน เพราะรู้ว่าเอกชนจะพยายามประมูลต่ำ

ในประเทศไทย รัฐออกแบบการประมูลไม่ให้เอกชนแข่งขันกัน แต่เอกชนกลับพยายามประมูลสูง!!

การประมูล 3G ของ กสทช. จบลงไปแล้ว พร้อมกับทิ้งความเสียหาย 1.6 หมื่นล้านบาท ให้ตกกับประชาชนในฐานะผู้เสียภาษี ในขณะที่ผู้ประกอบการทั้งสามรายได้ “ลาภลอย” เป็นกำไรแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท เพราะราคาคลื่นที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคาประเมินมากมาย

ทันที่ที่จบการประมูล ร่องรอยความผิดปรกติก็เริ่มปรากฏมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากข่าวเสียงข้างน้อยใน กสทช. ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงการคลังต่างออกมาท้วงติงว่าการประมูลนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ หรือ “กฎหมายฮั้ว” แม้กระทั่งที่ปรึกษาประธาน กทค. เองก็ยังทำหนังสือเสนอล้มประมูล เพื่อไม่ให้ กสทช. ต้องเสี่ยงคุกตะราง

อย่างไรก็ตาม กสทช. กลับเร่งเดินหน้าออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการทั้งสามรายอย่างรีบร้อน และแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อผู้ที่ท้วงติงทั้งหลาย ในขณะที่ สื่อมวลชนบางส่วนก็ประสานเสียงไปทางเดียวกับ กสทช. โดยพยายามเบี่ยงเบนประเด็นให้ประชาชนไปสนใจเรื่องอื่น เช่น อัตราค่าบริการ 3G ในอนาคต โดยไม่พยายามสืบเสาะหาความผิดปรกติในการประมูลที่เกิดขึ้นเลย

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะขอใช้วิชา “เศรษฐศาสตร์ชันสูตร” (forensic economics) มาชวนท่านผู้อ่านช่วยกันวิเคราะห์ว่า มีความผิดปรกติในการเคาะราคาในการประมูลอย่างไร และความผิดปรกติดังกล่าวน่าจะเกิดจากอะไร

คำถามที่ต้องการคำตอบ

ดังที่ทราบกัน ในการประมูลครั้งนี้ AIS เสนอราคาสูงสุด 14,625 ล้านบาท ส่วน DTAC และ TRUE เสนอราคาเท่ากันที่ 13,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาขั้นต่ำในการประมูล ผลก็คือทำให้รัฐได้รายได้รวมทั้งสิ้นเพียง 41,625 ล้านบาท หรือสูงกว่าราคาตั้งต้นเพียง 2.8% เท่านั้น และทำให้มูลค่าการประมูล 3G ในประเทศไทยต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

คำถามที่เกิดขึ้นกับการประมูลมี 2 คำถาม คำถามแรกคือ ทำไมการประมูลจึงล้มเหลวจนสร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท? คำถามนี้ตอบง่ายมากว่า การประมูลล้มเหลวเพราะ กสทช. ออกแบบให้การประมูลแทบไม่เหลือการแข่งขันเลย จึงทำให้ผู้เข้าประมูลทุกรายมั่นใจได้ว่า จะได้คลื่น 3G ไปตามที่ต้องการ โดยไม่ต้องแข่งขันกันเสนอราคามาก

คำถามที่สองซึ่งที่น่าสนใจกว่า ก็คือ ทำไมการประมูลยังมีการแข่งขันเหลืออยู่ ทั้งๆ ที่กฎการประมูลถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดการแข่งขัน? โดยมีคำถามที่เกี่ยวเนื่องกันคือ AIS ทำไมจึงประมูลสูงกว่ารายอื่นมาก?

คำตอบที่เป็นไปได้

เหตุที่ AIS เสนอราคาสูงกว่ารายอื่น ก็น่าจะเพราะอยากได้สิทธิในการเลือกย่านความถี่ก่อน โดยเลือกที่จะอยู่ติดกับย่านของ TOT ซึ่งทำให้ทั้งสองรายสามารถนำเอาคลื่นของตนมารวมกันเพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต ในขณะที่ DTAC และ TRUE ไม่ได้สนใจที่จะเลือกย่านความถี่ไหนเป็นพิเศษ ทั้งสองรายจึงประมูลต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้คือที่ราคาตั้งต้น การที่ AIS เสนอราคาสูงกว่ารายอื่นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ราคาที่ AIS ประมูลนั้นสูงกว่ารายอื่นมากเกินความจำเป็น

หลักเบื้องต้นในการประมูลก็คือ ในกรณีที่มีของชิ้นเดียว ผู้เสนอราคาสูงสุดจะได้รับของในการประมูลนั้นไป ส่วนในกรณีที่มีของหลายชิ้น เช่นในการประมูล 3G ครั้งนี้ ผู้เสนอราคาสูงสุดจะได้สิทธิในการเลือกของก่อน ในทั้งสองกรณี ราคาที่เสนอสูงสุดไม่จำเป็นต้องสูงมาก แค่ให้มากกว่าผู้ได้อันดับสองเล็กน้อย เช่น เฉือนกันสลึงเดียว บาทเดียว หรือในกรณีนี้เฉือนกันเพียง 225 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าต่ำสุดในการเคาะราคาเพิ่มแต่ละครั้ง ก็เพียงพอแล้ว

เราจึงควรถามว่า เหตุใด AIS จึงเสนอราคาประมูลมากกว่า DTAC และ TRUE ถึง 1,125 ล้านบาท ทั้งที่เสนอสูงกว่าเพียง 225 ล้านบาท ก็ทำให้ได้เป็นผู้ชนะประมูลตามที่ต้องการแล้ว ทำไม AIS ต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็นถึง 900 ล้านบาท?

เมื่อวิเคราะห์ดูการเคาะราคาในการประมูล เราจะพบว่า ราคาการประมูลของ AIS ที่สูงขึ้นเกิดใน 2 กรณีคือ

หนึ่ง เมื่อมีผู้ประกอบการรายอื่น เลือกสล็อตความถี่เดียวกันกับที่ AIS เลือก ก็พบว่ามีการแข่งราคากัน ทั้งที่แต่ละฝ่ายสามารถหลบไปหาสล็อตอื่นที่ว่างอยู่ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่าสำหรับทั้งคู่ เพราะไม่ต้องเพิ่มราคาในการประมูลเลย (เปรียบเสมือนการย้ายไปหาเก้าอี้ที่ว่างอยู่ในการเล่นเก้าอี้ดนตรี แทนที่จะต้องสู้เพื่อแย่งเก้าอี้ตัวเดียวกัน)

และ สอง AIS เสนอราคาสูงขึ้นเองในบางสล็อต ทั้งที่ไม่มีคู่แข่งเลย โดยการเสนอราคาสูงขึ้นเพื่อแข่งกับตนเองดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของการประมูล ซึ่งไม่สามารถอ้างได้ว่า ทำไปเพื่อให้มั่นใจว่าชนะรายอื่น เพราะหากจำเป็นต้องเสนอราคาสูงขึ้นพื่อให้ตนเป็นผู้ประมูลสูงสุด ก็ยังสามารถทำในรอบท้ายๆ ได้

การกระทำของผู้ประกอบการทั้งสามราย โดยเฉพาะ AIS จึงเป็นเรื่องที่แปลกพิสดารมาก เพราะทำให้ต้องเสียเงินประมูลมากเกินความจำเป็น ซึ่งขัดกับผลประโยชน์ของบริษัทเอง

เราอาจอธิบายพฤติกรรมที่แปลกพิสดารนี้ได้หลายทาง

หนึ่ง ผู้บริหาร AIS ที่เข้าร่วมประมูลมีสติปัญญาที่จำกัดมาก จนทำให้ตัดสินใจผิดพลาด ทำให้ผู้ถือหุ้นเสียหาย ซึ่งสมควรถูกกรรมการบริษัทลงโทษ ปลดออกจากตำแหน่งเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต หรือควรถูกผู้ถือหุ้นฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหาย

สอง การยื่นราคาสูงเกินจำเป็นอาจเกิดขึ้นจากความพยายาม “จัดฉาก” ของบางฝ่าย เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า การประมูลมีการแข่งขัน ทั้งที่ในความเป็นจริง การประมูลนี้ไม่สามารถมีการแข่งขันจริงได้เลย เพราะถูกออกแบบไม่ให้มีการแข่งขันมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ DTAC และ TRUE ต่างต้องการได้คลื่นความถี่ในราคาต่ำที่สุด โดยไม่สนใจที่จะได้สิทธิในการเลือกย่านความถี่ก่อนเลย การแข่งขันใดๆ ที่เกิดขึ้นจึงน่าจะเป็น “การแข่งขันเทียม” เพื่อสร้างภาพเท่านั้น

ข้อสันนิษฐานใดจะเป็นจริง หรือจะมีข้อสันนิษฐานอื่นๆ อีก ก็สุดแล้วแต่วิจารณญาณของท่านผู้อ่าน แต่ผู้เขียนคิดว่า เราน่าจะหาข้อสรุปที่แท้จริงได้ไม่ยากนัก หากมีการตรวจสอบอย่างจริงจังโดยหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะ ปปช.

ก่อนการประมูล ผู้เขียนเคยคิดว่า พิสดารมากแล้วที่ กสทช. ใจกล้าออกแบบการประมูลให้แทบไม่มีการแข่งขัน โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายเลย แต่หลังการประมูล ผู้เขียนกลับพบว่า ที่พิสดารยิ่งกว่าก็คือ การที่ผู้ประกอบการเอกชนพยายามหาช่องทางในการแข่งขันกันจนได้ ทั้งที่กติกาไม่เอื้อต่อการแข่งขันเลย!

ที่มา http://tdri.or.th/tdri-reports/forensic-economics-on-3g